ค้นหาคอร์สเรียนต่างประเทศ
ทุนการศึกษา
•สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง •มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ •รัฐบาลโมร็อกโก •สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา •มหาวิทยาลัยรามคำแหง •มูลนิธิฮิตาชิ •สกว. ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต •มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ •มหาวิทยาลัยคาร์ดิฟ •มหาวิทยาลัยศิลปากร
  พิมพ์ |     ส่งให้เพื่อน

ที่มา "การศึกษาวันนี้"
 
  ผู้เขียน : ภรณ์
:: โครงการ IEP ทฤษฎีการเรียนรู้ผ่านจินตนาการ (Constructivism)


 
คลิกเพื่อดูรูปใหญ่
 
 
         สถิติการเพิ่มขึ้นของ “เด็กพิเศษ” หรือเด็กที่มีความบกพร่องหรือมีความผิดปกติในด้านของพฤติกรรม การเรียนรู้ หรือสมาธิ ที่เพิ่มมากขึ้นในสังคมไทย โดยจากข้อมูลทางระบาดวิทยาพบว่า เฉลี่ยแต่ละปีมีเด็กพิเศษประเภทต่างๆ เกิดขึ้นใหม่อย่างน้อยประมาณ 70,000 คนต่อปีทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเด็กสมาธิสั้นในเด็กวัยเรียนประมาณร้อยละ 5 – 10 เด็กบกพร่องทางการเรียนรู้พบได้ร้อยละ 10 และโรคออทิสซึม (Autism) อาจพบได้ถึงร้อยละ 0.6 นอกจากนั้นยังอาจพบเด็กพิเศษอื่น ๆ อีก ได้แก่ เด็กพัฒนาการผิดปกติ เด็กแอสเปอร์เกอร์ เด็กสมองพิการ เด็กมีความผิดปกติทางอารมณ์และพฤติกรรม เป็นต้น
        จากการที่เป็นเรื่องใกล้ตัวและสำคัญสำหรับการเรียนรู้ซึ่งมีผลต่ออนาคตของทรัพยากรบุคคล ทำให้เกิดความตระหนัก และมีการค้นคว้าหาวิธีรักษาและป้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากไม่ได้รับการช่วยเหลือดูแลที่ถูกต้อง ก็อาจเกิดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการผิดปกติทางสมองเพิ่มมากขึ้นได้ ซึ่งอาจกลายเป็นภาระของครอบครัว และประเทศชาติต่อไปได้ในอนาคต
        หนึ่งในโครงการที่เข้ามามีส่วนดูแลในปัญหาดังกล่าว ก็คือ โครงการศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กพิเศษ โดยโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต ที่ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาการที่ดีขึ้นของเด็กกลุ่มนี้ โดยดำเนินการจัดทำแผนการเรียนรายบุคคล หรือเรียกสั้น ๆ ว่า โครงการ IEP (Individualized Education Plan) ซึ่งเป็นการออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับเด็กพิเศษแต่ละคนให้มากที่สุด และได้แบ่งประเภทของเด็กพิเศษออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ได้แก่ เด็กแอลดี (LD-Learning with Disabilities) เด็กสมาธิสั้น (ADHD-Attention Deficit Hyperactivity Disorder) และเด็กออทิสติก (Autistic/Autism) เพื่อการดำเนินการดูแลที่เหมาะสม และเกิดประสิทธิภาพ
        อาจารย์แป๋ม หรือ อาจารย์ฉันทิดา สนิทนราทร ตำแหน่ง Specialist Project Manager ได้กล่าวถึงโครงการ IEP ว่า เป็นโครงการที่ทางโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิตจัดทำขึ้น โดยออกแบบการเรียนรู้ในระยะยาวให้เหมาะกับเด็กพิเศษเป็นรายบุคคล เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างเหมาะสมและมีการพัฒนาทักษะความสามารถอย่างเต็มศักยภาพมากที่สุด มีการฝึกอบรมอาจารย์ คณะครูและบุคลากร โดยผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐอเมริกาด้านการศึกษาพิเศษโดยเฉพาะ พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญที่มาแลดูโครงการ IEP โดยตรง โดยอาจารย์แป๋มได้กล่าวถึงโครงการฯ ว่า
         “เนื่องจากโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต เป็นโรงเรียน 2 ภาษา ก่อนอื่นเราก็จะวัดระดับความสามารถของน้องที่จะเข้าโครงการฯ ก่อนว่า ทักษะด้านวิชาการทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษของน้องเป็นอย่างไร มีแนวโน้มว่าจะเกิดความเครียดในการเรียน หรือการปรับตัวร่วมกับเพื่อนๆ เป็นอย่างไรบ้าง เพื่อนำมาประเมินการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับน้องมากขึ้น สำหรับข้อดีของการเรียนที่นี่ นอกจากน้องจะได้รับการดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรงแล้ว ยังเป็นการช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้รู้จักค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ค้นหาความถนัดของตนเอง รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของน้องให้ดีขึ้น โดยยังคงบริบทของวัฒนธรรมไทย และสอนทัศนคติ ค่านิยมแบบไทยไปอย่างกลมกลืน
        นอกจากนี้แล้ว ทางโรงเรียนยังได้รับความร่วมมือจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จาก RSU Healthcare ในการเข้ามาตรวจเยี่ยม และสังเกตพัฒนาการของเด็กอย่างสม่ำเสมอ เพื่อการดูแลและส่งเสริมพัฒนาการเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมีการเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กในด้านๆต่างๆ ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ โดยการใช้การเล่น หรือ Play Therapy ซึ่งมีงานวิจัยสนับสนุนจำนวนมากรับรองประสิทธิผลของการเล่นบำบัด จากหลักฐานต่างๆ พบว่าผลจากการเล่นบำบัดนั้นมีประสิทธิภาพสูงและเป็นประโยชน์ต่อเด็กจำนวนมาก
        ในการเล่นบำบัดมีการจัดสภาพแวดล้อมให้เด็กรู้สึกปลอดภัย มีความเป็นส่วนตัว และได้รับการดูแลเอาใจใส่ ซึ่งเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้การเล่น จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาอารมณ์และจิตใจ โดยมีการเทคนิคการเล่นหลายรูปแบบ การเลือกใช้เครื่องมือขึ้นอยู่กับความต้องการของเด็กและประโยชน์ที่เด็กจะได้รับ เครื่องมือในการเล่นบำบัดประกอบด้วย การใช้ความคิดสร้างสรรค์โดยใช้จินตภาพ การบำบัดโดยใช้นิทานหรือการเล่าเรื่อง การละครและบทบาทสมมติ การใช้หุ่นมือ การเล่นทรายบำบัด ศิลปะและการวาดภาพ ดนตรี การเต้นและการเคลื่อนไหว การปั้น
        และเป้าหมายสำคัญสำหรับโครงการนี้นั้นก็คือ การได้กระตุ้นความสามารถของเด็กพิเศษอย่างถูกต้อง โดยมุ่งเน้นให้เด็กสามารถเรียนรู้และอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างมีความสุขร่วมกับผู้อื่น ไม่มีการแยกเรียนเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนอื่น โดยไม่รู้สึกแปลกแยก เพื่อนๆในชั้นเรียนก็เข้าใจและให้ความสำคัญในความเป็นปัจเจกของเขา ดังนั้น การที่น้องได้เรียนรู้และได้รับการดูแลอย่างถูกต้องเหมาะสมโดยผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในตัวเขาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากค่ะ”
        นอกจากนั้น อาจารย์แป๋ม ยังทิ้งท้ายถึงวิธีการสังเกตเบื้องต้นให้กับคุณพ่อคุณแม่ อีกด้วยว่า
         “สังเกตุดูว่าน้องมีพัฒนาการเป็นไปตามวัยหรือไม่ สามารถสังเกตเห็นตั้งแต่ขวบปีแรกๆ คือ น้องจะไม่สามารถสื่อความหมายได้ พัฒนาการล่าช้า ไม่สบตา ไม่มองหน้า ไม่พูด ยิ่งโตจะยิ่งเห็นอาการได้เด่นชัดขึ้น แต่ถ้าสังเกตพบเจอความผิดปกติตั้งแต่เริ่มแรก ก็จะเป็นผลดีกับน้อง เพราะผู้ปกครองจะได้ให้ความช่วยเหลือดูแลรักษาน้องได้เร็วขึ้น โดยพาไปพบแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการของน้องให้เหมาะสมตามวัยค่ะ” อาจารย์แป๋มกล่าว
        ทางด้าน ดร.ปิยวลี ธนเศรษฐกร หรือ อาจารย์ใหม่ ได้กล่าวถึงทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยปัญญา (Constructivism) ซึ่งจะมีผลช่วยในการพัฒนาการเรียนรู้ในกลุ่มเด็กพิเศษได้ โดยเป็นการพัฒนาศักยภาพในด้านกระบวนการเรียนรู้โดยการซึมซับ (assimilation) กระบวนการการคิดเป็นการปรับโครงสร้างทางสติปัญญา (accommodation) และการพัฒนาสมองของมนุษย์ในแต่ละช่วงอายุ ตั้งแต่วัยทารก จนถึงวัยเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นทฤษฎี และหลักสูตรมาตรฐานที่ โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต นำมาเน้นใช้ในระดับปฐมวัยเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของนักเรียนในการแปลความหมายของสิ่งต่างๆรอบตัว และนำไปสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจในบทเรียน โดยการเชื่อมต่อกับประสบการณ์ส่วนตัวของแต่ละคน และในการค้นหาความสามารถ และความเป็นตัวเองอย่างให้เกิดประสิทธิภาพในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นเด็กพิเศษ หรือเด็กทั่วไป ก็จะสามารถสนุกไปกับทฤษฎี Constructivism ได้เช่นกัน โดยอาจารย์ใหม่กล่าวถึงทฤษฎีนี้ว่า
         “ทางโรงเรียนอนุบาลฯ จะมีการเรียนการสอนที่แตกต่างไปจากเดิมที่เน้นท่อง – จำ เป็นหลัก แต่เราจะส่งเสริมให้ผู้เรียนไม่ใช่เป็นแค่ผู้รับ แต่ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ได้ด้วยตัวเอง จากการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ครูจัดเตรียมไว้ให้แล้วนำไปประมวลกับข้อมูลเดิมที่แต่ละคนมี และสร้างเป็นความรู้ใหม่ด้วยตัวเอง เราเชื่อว่าเด็กเค้าสามารถค้นหาความรู้ด้วยตัวเองด้วยวิถี และวิธีที่อาจจะเหมือนหรือแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับภูมิหลังของแต่ละคน ผู้สอนเพียงแต่แนะแนวทาง และจัดเตรียมกิจกรรมที่สร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมสำหรับเด็กแต่ละคน ให้เด็กใฝ่หาคำตอบ แล้วเค้าก็สามารถนำไปต่อยอดความรู้ด้วยตัวเอง สิ่งสำคัญของการเป็นคนใฝ่รู้คือเค้าก็จะไม่หยุดค้นหาความรู้ไปตลอดชีวิต ซึ่งการให้ผู้เรียนรู้จักเรียนรู้และนำไปต่อยอด ประยุกต์ตามความสามารถ และจินตนาการของเขา ก็จะทำให้การเรียนมีความสนุก ความรู้ในโลกมีความน่าค้นหามากยิ่งขึ้น หลายๆครั้งจากประสบการณ์เป็นครู แทนที่เราจะบอกคำตอบกับเด็กๆเวลาเค้าถามเรา ให้เราลองถามเค้ากับไปว่าเค้าคิดอย่างไรตามความคิดเห็นของเค้าเอง เราอาจจะได้ยินคำตอบใหม่ ๆ หรือความคิดเห็นใหม่ๆที่ดีกว่าที่เราในฐานะผู้ใหญ่เคยได้รู้มาเสียอีก และที่ดีไปกว่านั้นคือเมื่อความคิดสร้างสรรค์ที่อยู่ในเด็กตามธรรมชาติอยู่แล้วนั้น นอกจากไม่ถูกจำกัดแล้ว ยังได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ตามหลักทฤษฎีนี้ ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ เด็กๆ สามารถค้นหาตัวเองได้เร็วขึ้นว่าความชอบหรือความต้องการที่แท้จริงของแต่ละคนคืออะไร ซึ่งจะต่างจากการเรียนแบบเดิมที่เน้นท่องจำ คำตอบที่ได้ก็จะมีเป็นแบบเดียวกัน เด็กก็จะไม่สามารถคิดต่อยอด หรือสร้างคำตอบที่แตกต่างได้ค่ะ” อาจารย์ใหม่กล่าว
        นอกจากนั้นอาจารย์ใหม่ยังกล่าวเสริมไปยังคุณพ่อคุณแม่ในการฝึกกระบวนการคิดให้กับลูก ๆ อีกด้วยว่า
         “คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มปลูกฝังลูกตั้งแต่อนุบาล เพราะเป็นวัยที่อยากลองผิดลองถูก ซึ่งตามธรรมชาติวัยนี้เค้าจะไม่ชอบอยู่นิ่งอยู่แล้ว และเป็นวัยที่ชอบตั้งคำถาม คุณพ่อคุณแม่อย่าเบื่อที่จะตอบ และอย่าเพิ่งรีบให้คำตอบ ให้คุณพ่อคุณแม่ถามกลับไปบ้าง เราอาจจะเห็นไอเดียและจินตนาการของเค้ามากขึ้นด้วยค่ะ ถ้าเราไม่ตีกรอบเค้าก็จะกล้าที่จะแสดงความคิดได้อย่างกว้างไกลมากขึ้น คุณพ่อคุณแม่เพียงแต่คอยเป็นผู้แนะแนวทางให้ไปในทางที่ถูกต้องให้เค้าค่ะ” 
        นับเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการร่วมแก้ปัญหา “เด็กพิศษ” ที่หากสังคม และที่สำคัญคือพ่อแม่ ร่วมกันตระหนักและดูแลอย่างจริงจัง คำว่า “เด็กพิเศษ” ก็จะไม่ใช่คำที่พ่อแม่กลัวอีกต่อไป


 
  อ่านข่าวย้อนหลัง...ในหมวดเดียวกัน
  โรงเรียนเสสะเวชวิทยา  พัฒนาความรู้ ควบคู่ความพร้อมระดับปฐมวัย ...
  หลักสูตรอินเตอร์ มาตรฐานอังกฤษ   ...
  หนุนลูกเข้าใกล้ รู้จักใช้เทคโนโลยี   ...
  หลักสูตรGrape SEED เรียนภาษาอังกฤษให้เด็กไทยสัมฤทธิ์ผล   ...
  โภชนาการสำหรับเด็กปฐมวัยและวัยก่อนเรียน   ...